บทความที่ 44 : “เจตนา” ในการกระทำผิดทางอาญา

self-defense, karate, taekwondo, fight, defense, fighter, martial arts, sport, training, man, woman, practice, aikido, fighting, male, girl, strength, exercise, activity, judo, combat, karate, karate, karate, taekwondo, taekwondo, taekwondo, taekwondo, martial arts, martial arts, martial arts, martial arts, martial arts, aikido, judo, judo

“เจตนา” ในการกระทำผิดทางอาญา

เจตนาในทางอาญาจะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ

  1. รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบ ภายนอกของความผิดนั้น
  2. รู้สํานึกในการกระทําและขณะเดียวกันผู้กระทําต้องประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทํานั้น

หลักสําคัญประการแรกที่จะถือว่าผู้กระทํามีเจตนาได้นั้น ผู้กระทําต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดในมาตรานั้น ๆ หากผู้กระทําไม่รู้ ถือว่าไม่มีเจตนา เช่น ความผิดตามมาตรา 288 “ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษ” การที่จะถือว่า ผู้กระทํามีเจตนาตามมาตรา 288 ได้นั้น ผู้กระทําต้องรู้ข้อเท็จจริงที่ว่าการกระทําของตนเป็นการฆ่า และต้องรู้ด้วยว่าวัตถุที่กระทําเป็นผู้อื่น (เป็นคน) หากการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของผู้กระทํา ผู้กระทําต้องรับผิดฐานกระทําโดยประมาท หากมีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ หลักการที่สองที่จะถือว่าผู้กระทํามีเจตนานั้น ผู้กระทําต้องรู้สํานึก (รู้สึกตัว) ในการกระทําและขณะเดียวกันผู้กระทําต้องประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็น ผลของการกระทํานั้น หากขาดข้อใดข้อหนึ่งย่อมไม่เป็นเจตนา

ส่วนเจตนาพิเศษในความผิดอาญาบางมาตรา นอกจากผู้กระทําจะต้องมีเจตนาธรรมดาแล้ว ผู้กระทําจะต้องมีเจตนาพิเศษอีกด้วย จึงจะเป็นความผิดในเรื่องนั้น ๆ เจตนาพิเศษ คือ มีมูลเหตุจูงใจในการกระทํา ในมาตราใดที่ต้องการเจตนาพิเศษนอกเหนือจากเจตนาธรรมดา ให้ดูในมาตรานั้นมีคําว่า “เพื่อ” หรือ “โดยทุจริต” เช่น ความผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264 จะต้องกระทําเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง จึงจะเป็นความผิด หรือความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 การเอาทรัพย์ไปนั้นจะต้องเอาไปเลย หรือที่เรียกว่าเอาไปโดยตัดกรรมสิทธิ์ เช่น เอาไปขาย เอาไปเป็น ของตนเอง หากเอาไปชั่วคราวก็ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

ดังนั้น การวินิจฉัยความผิดทางอาญาของบุคคลผู้กระทำนั้นจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของเจตนาให้ครบถ้วนทั้งสองอย่าง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสองประกอบวรรคสาม หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปแล้วย่อมไม่ครบองค์ประกอบความผิดของกฎหมายและไม่อาจถือได้ว่าผู้กระทำมีเจตนาเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้

Scroll to Top